ADVANCESEARCH

จับ 8 สัญญาณอันตราย 'เบาหวานในเด็ก'

05.01.2567
494
Share

จับสัญญาณอันตราย ‘เบาหวานในเด็ก

เบาหวานในเด็ก ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม! เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากภาวะที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยหากปล่อยเอาไว้อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ และเนื่องจากเด็กอาจยังไม่มีความรับรู้มากพอว่าตนเองมีอาการของโรค บทความนี้จึงอยากเชิญชวนพ่อแม่ช่วยกันสอดส่องดูแล และสังเกต 8 สัญญาณ ที่บ่งบอกว่าลูกของท่านอาจมีความเสี่ยงเป็นโรคร้ายนี้ เพื่อจะได้ป้องกันและรักษาได้อย่างทันท่วงที

สัญญาณเตือน ‘เบาหวานในเด็ก’ ที่พ่อแม่ต้องสังเกต

เบาหวานในเด็ก1

  1. รับประทานอาหารเยอะ หิวบ่อย แม้จะรับประทานอาหารในปริมาณมาก หรือรับประทานไปได้ไม่นาน แต่เด็กยังมีความรู้สึกหิว ทั้งที่ไม่ได้ทำกิจกรรมใดที่ต้องใช้พลังงานเยอะเป็นพิเศษ
  2. ปัสสาวะบ่อย หากเด็กมีอาการปัสสาวะบ่อยเกินกว่าปกติ อาจเป็นเพราะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจึงพยายามขับน้ำตาลออกจากเลือดผ่านทางปัสสาวะ
  3. กระหายน้ำ เมื่อเด็กปัสสาวะบ่อยก็จะมีอาการหิวน้ำบ่อยตามมา เพราะร่างกายเสียน้ำจากการปัสสาวะ หากสังเกตเห็นถึงความผิดปกติที่สอดคล้องกันระหว่างพฤติกรรมการปัสสาวะและการดื่มน้ำ พ่อแม่ควรพาบุตรหลานไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
  4. ปัสสาวะรดที่นอน เนื่องจากมีปัญหาด้านการปัสสาวะ ทำให้เด็กบางรายที่เป็นโรคเบาหวานไม่สามารถควบคุมปัสสาวะได้ หากลูกเกิดปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่ไม่เคยเป็น พ่อแม่ควรรีบสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย หากพบว่ามีความเสี่ยง ควรพาไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน
  5. น้ำหนักตัวลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เนื่องจากเด็กที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 มีอินซูลินไม่เพียงพอ ไม่สามารถดึงน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกายได้ ทำให้เด็กรับประทานอาหารเก่งและหิวบ่อย แต่น้ำหนักกลับลดลง
  6. อ่อนเพลีย เด็กที่เป็นเบาหวานจะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง ไม่มีความสนใจในกิจกรรมที่ชอบ หรือไม่มีสมาธิในการเรียน ซึ่งเป็นผลจากการขาดพลังงานจากน้ำตาลในเลือด และการเสียน้ำและแร่ธาตุจากการปัสสาวะบ่อย
  7. ติดเชื้อที่ผิวหนัง เด็กที่เป็นเบาหวานจะมีอาการติดเชื้อง่ายกว่าปกติ เนื่องจากภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยอาจพบตุ่มนูนสีแดงที่ไม่คัน มีอาการคันโดยที่ไม่มีรอยโรค เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีผิวแห้ง หรือผิวหนังเป็นปื้นหนาบริเวณต้นคอหรือข้อพับต่าง ๆ โดยเฉพาะในเด็กอ้วน
  8. ติดเชื้อที่ช่องคลอด (ในเด็กหญิง) เด็กที่เป็นเบาหวานมีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อราในช่องคลอด เนื่องจากสารหล่อลื่นในช่องคลอดมีระดับน้ำตาลมาก เป็นผลจากระดับน้ำตาลในเลือดและปัสสาวะที่เกินเกณฑ์ โดยอาจอาจสังเกตได้จากอาการคันและระคายเคืองภายในหรือบริเวณช่องคลอด อาการบวม ผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ หรือตกขาวเป็นสีขาวครีมข้น

เบาหวานในเด็กมีกี่ชนิด เหมือนหรือต่างกับในผู้ใหญ่?

เบาหวานในเด็ก2

เบาหวานในเด็กมีอยู่ 2 ชนิด ไม่ต่างกับในผู้ใหญ่ โดยจะพบในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป

เบาหวานชนิดที่ 1

เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (Autoimmune Disease) เกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายเซลล์ตับอ่อนที่ผลิตอินซูลิน ซึ่งอินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากร่างกายขาดอินซูลิน น้ำตาลในเลือดจะสูง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคตา โรคประสาท เป็นต้น จากสถิติพบว่าเด็กกว่า 90% ที่เป็นโรคเบาหวาน จะเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แต่จะพบได้น้อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยอาการของเบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน

เบาหวานในเด็ก3

เบาหวานชนิดที่ 2

เป็นโรคที่เกิดจากการดื้อต่ออินซูลิน หรือการที่ร่างกายผลิตอินซูลินไม่เพียงพอ โดยทั่วไปมักพบในผู้ใหญ่ แม้จะพบในเด็กน้อยกว่าชนิดแรก แต่ปริมาณเด็กที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากเด็กรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพและออกกําลังกายน้อยลง โดยอาการของเบาหวานชนิดที่ 2 มักไม่ชัดเจน และไม่แสดงอาการใด ๆ เลยในระยะแรก พ่อแม่จึงควรสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด

วิธีป้องกันเบาหวานในเด็ก

เบาหวานในเด็ก4

หากพบว่าลูกหลานมีอาการสัญญาณเตือนของโรคเบาหวานในเด็กตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ครอบครัวควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างเร็วที่สุด โดยอาจศึกษาข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับการดูแลบุตรหลานให้เติบโตอย่างแข็งแรงด้วยหลัก ‘สามเหลี่ยมสมดุล’ ซึ่งเป็นการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสุขภาพที่มี 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การกินดี การทำกิจกรรมทางกาย และการนอนที่มีคุณภาพ ผ่านชุดคู่มือที่ทางศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) และภาคีเครือข่ายได้รวบรวมไว้ คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/482tDaz

 

การป้องกันเบาหวานในเด็กและสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับเด็กนั้นเริ่มต้นที่ครอบครัว พ่อแม่ควรจัดสรรอาหารในปริมาณที่พอเหมาะและมีสารอาหารครบถ้วนให้แก่ลูก รวมทั้งให้ลูกนอนนอนอย่างพอเพียงและทำกิจกรรมทางกาย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการรักษาสุขภาพ อย่างไรก็ตาม หากพบว่าลูกเริ่มมีอาการเสี่ยง ท่านสามารถพาไปหาหมอ และเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีได้ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

 

ที่มา:

(1) https://www.thaihealth.or.th/?p=230679 

(2) https://www.thaihealth.or.th/?p=228813 

(3) https://www.thaihealth.or.th/?p=265003 

Selected For You

Related

Most View

Recommend